ย้อนรอย 50 ปี วิกฤตน้ำมันโลก กับ ‘ภาษีแฝง’ ที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์
- Sayumpoo Srichart
- 19 มี.ค.
- ยาว 2 นาที

น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจโลกมานานกว่าศตวรรษ แต่ความผันผวนของราคาพลังงานไม่ได้เกิดจากกลไกตลาดเสรีเพียงอย่างเดียว มันยังเป็นภาพสะท้อนของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงเชิงอุดมการณ์ และวิวัฒนาการของระบบการเงินโลก
ทำความเข้าใจวิกฤตน้ำมัน
การทำความเข้าใจวิกฤตการณ์น้ำมันต้องพิจารณาผ่านกรอบแนวคิดที่จำแนก “ภาวะชะงักงัน” หรือ “Shock” ออกเป็น 2 ประเภทหลัก
ภาวะอุปทานชะงักงัน (Supply Shock)
ซึ่งมักเกิดจากการหยุดชะงักทางกายภาพของการผลิตหรือการขนส่ง เช่น สงคราม หรือการคว่ำบาตร ช็อกประเภทนี้มักนำไปสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอยพร้อมเงินเฟ้อ หรือ Stagflation เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างกะทันหันบีบให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องหดตัวลง
ภาวะอุปสงค์ชะงักงัน (Demand Shock)
เกิดจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วเกินกว่ากำลังการผลิตจะรองรับได้ทัน หรือการตื่นตระหนกกักตุนเพื่อเก็งกำไร ทั้งนี้ กฎสำคัญจากการศึกษาเชิงปริมาณพบว่า การขาดแคลนอุปทานเพียง 1% อาจส่งผลให้ราคากระโดดสูงขึ้นถึง 10% เนื่องด้วยความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อน้ำมันที่ลดลงตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980 ทำให้ราคาต้องปรับตัวสูงขึ้นอย่างมหาศาลเพื่อให้ตลาดกลับเข้าสู่สมดุล
เพื่อให้เห็นภาพ เราจะย้อนกลับไปดูเหตุการณ์วิกฤตน้ำมันในอดีต ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างพลังงานของมหาอำนาจตะวันตกและพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกในเวลาต่อมา
วิกฤตครั้งที่ 1 Oil Shock (1973-1974)
วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งแรกในปี 1973 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โลกตะวันตกตระหนักถึงความเปราะบางจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลจากภูมิภาคเดียว โดยมีจุดเริ่มต้นจาก ‘สงครามยมคิปปูร์’ เมื่ออียิปต์และซีเรียโจมตีอิสราเอล เพื่อเป็นการตอบโต้ที่สหรัฐฯ สนับสนุนยุทโธปกรณ์แก่อิสราเอล สมาชิกอาหรับใน OAPEC (องค์การประเทศอาหรับผู้ส่งออกน้ำมัน) จึงประกาศมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันและลดกำลังการผลิตรายเดือนลงอย่างต่อเนื่อง
เหตุการณ์นี้ฉุดให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานจาก 3 ดอลลาร์ เป็นเกือบ 12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นถึง 400% ภายในไม่กี่เดือน นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายครั้งใหญ่ เช่น การกำหนดความเร็วบนทางหลวงไม่เกิน 55 ไมล์ต่อชั่วโมงในสหรัฐฯ และการเริ่มสร้างคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve – SPR) นอกจากนี้ยังเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้หันไปหาความประหยัด ซึ่งเปิดโอกาสให้รถยนต์จากญี่ปุ่นเข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดโลกแทนที่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปสูงขนาดใหญ่
วิกฤตครั้งที่ 2 การปฏิวัติอิหร่าน (1979-1980)
ในขณะที่โลกยังไม่ฟื้นตัวดี เหตุการณ์ปฏิวัติอิหร่านในปี 1979 ได้ก่อให้เกิด Supply Shock อีกครั้ง แม้การผลิตจะหายไปประมาณ 7% ของอุปทานโลก แต่ปัจจัยด้านจิตวิทยาและการคาดการณ์อนาคตกลับกลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ความกังวลว่าความไม่สงบจะลุกลามทำให้เกิดภาวะ Panic Buying หรือการซื้อสินค้าด้วยอาการตื่นตระหนกเพื่อกักตุน ส่งผลให้ราคาพุ่งจาก 13 ดอลลาร์ สู่ระดับสูงสุดที่ 39.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 1980
ซ้ำร้ายเมื่อสงครามอิรัก-อิหร่านปะทุขึ้นในปี 1980 กำลังการผลิตรวมลดลงมหาศาล สหรัฐฯ ต้องใช้นโยบายการเงินแบบหดตัว (Contractionary Monetary Policy) ด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ จนเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ลึกที่สุดนับตั้งแต่ยุค Great Depression
อย่างไรก็ตาม วิกฤตนี้ได้เร่งการลงทุนขุดเจาะน้ำมันในพื้นที่ใหม่อย่างทะเลเหนือและอลาสก้า รวมถึงการขยายตัวของพลังงานนิวเคลียร์และก๊าซธรรมชาติ
วิกฤตครั้งที่ 3 สงครามอ่าวเปอร์เซีย (1990-1991)
หลังจากโลกผ่านพ้นทศวรรษที่ 1980 มาด้วยราคาน้ำมันที่ค่อนข้างทรงตัว ความสงบนั้นก็ถูกทำลายลงอย่างฉับพลันในเดือนสิงหาคมปี 1990 เมื่อกองทัพอิรักบุกเข้ายึดครองคูเวต เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงการรุกรานทางทหาร แต่คือการส่งแรงสั่นสะเทือนเข้าสู่หัวใจของระบบพลังงานโลก เนื่องจากการสู้รบทำให้การผลิตน้ำมันจากทั้งสองประเทศหยุดชะงัก ส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบในตลาดโลกหายไปกว่า 4.3 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในชั่วข้ามคืน
ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัวจาก 17 ดอลลาร์ ทะยานสู่ 36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของกลไกการประสานงานระดับสากล โดยองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ตัดสินใจใช้มาตรการระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉิน (Contingency Plan) เป็นครั้งแรกเพื่อรักษาเสถียรภาพตลาด แม้สถานการณ์จะคลี่คลายลงอย่างรวดเร็วหลังกองกำลังพันธมิตรสามารถปลดปล่อยคูเวตได้ในช่วงต้นปี 1991 แต่มันก็ได้ตอกย้ำภาพความเปราะบางของตะวันออกกลางในฐานะ “คอขวด” ของอุปทานน้ำมันโลกอย่างชัดเจนอีกครั้ง
วิกฤตครั้งที่ 4 ฟองสบู่ราคาน้ำมัน (2008)
วิกฤตน้ำมันในช่วงปี 2008 ได้เปิดมิติใหม่ของการวิเคราะห์ผ่านแนวคิด “Financialization” เมื่อน้ำมันไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อการใช้งานอีกต่อไป แต่กลายเป็น “สินทรัพย์ทางการเงิน” ที่ดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลจากนักลงทุนสถาบันและกองทุนเก็งกำไร ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 147.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนกรกฎาคม 2008 ก่อนที่ฟองสบู่ราคาน้ำมันจแตกจนเหลือต่ำกว่า 40 ดอลลาร์ในช่วงปลายปี เมื่อวิกฤตซับไพรม์ลุกลามจนฉุดเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง
วิกฤตครั้งที่ 5 โลกล็อกดาวน์ (2020)
หากวิกฤตครั้งก่อน ๆ คือเรื่องของการขาดแคลน แต่วิกฤตการณ์ในปี 2020 กลับเป็นเรื่องของ “ความล้น” ที่เกินขีดจำกัดจะรับไหว ชนวนเหตุสำคัญมาจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงักลงอย่างฉับพลัน มาตรการล็อกดาวน์ส่งผลให้อุปสงค์น้ำมันหายไปกว่า 29 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน หรือเกือบ 30% ของอุปสงค์โลก ซึ่งถือเป็น Demand Shock ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
ความรุนแรงพุ่งสู่ขีดสุดในวันที่ 20 เมษายน 2020 เมื่อราคาน้ำมันดิบ WTI สัญญาส่งมอบเดือนพฤษภาคม ดิ่งลงสู่ระดับ ติดลบ -37.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงวิกฤต ‘ที่เก็บน้ำมันเต็ม’ ขั้นรุนแรง เมื่อถังเก็บน้ำมันทั่วโลกไม่มีที่ว่างเหลือให้เติมอีกแล้ว ทำให้นักลงทุนที่ถือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าพากันสติแตก แย่งกันเทขายสัญญาแบบ ‘ยอมแถมเงิน’ เพราะถ้าไม่รีบสลัดสัญญาให้พ้นตัว พวกเขาจะต้องแบกภาระไปรับน้ำมันกายภาพ มาเก็บไว้เอง ซึ่งในตอนนั้นค่าจ้างรถขนและค่าเช่าที่เก็บน้ำมันนั้นแพงยิ่งกว่ามูลค่าของตัวน้ำมันเสียอีก
วิกฤตครั้งที่ 6 ? การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (2026)
ความรุนแรงของวิกฤตในอดีตทั้งหมดดูจะเล็กลงไปทันทีเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ในปี 2026 ซึ่ง IEA ระบุว่าเป็น “Supply Shock ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” ชนวนเหตุจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน นำไปสู่การปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่น้ำมันปริมาณถึง 20% ของโลกไหลผ่าน การปิดตายเส้นทางขนส่งทางทะเลนี้ทำให้อุปทานน้ำมันดิบหายไปจากตลาดทันที 8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม หรือเกือบ 8% ของความต้องการทั่วโลก
ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงกว่า 119 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สร้างผลกระทบลูกโซ่ไปทั่วโลก ตั้งแต่อุตสาหกรรมชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่ขาดแคลนก๊าซฮีเลียม ไปจนถึงภาคเกษตรกรรมที่ต้องแบกรับราคาปุ๋ยเคมีมหาศาล วิกฤตครั้งนี้บีบให้ IEA ต้องงัดไม้ตายสุดท้ายด้วยการระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์สูงถึง 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ เพื่อพยุงระบบเศรษฐกิจโลกไม่ให้ล่มสลายลงท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อ
พลังงานคือความมั่นคงของชาติ
หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่วิกฤต Oil Shock ปี 1973 จนถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซในปี 2026 บทเรียนที่สำคัญที่สุดคือ “น้ำมันคืออำนาจ และกระดูสันหลังของโลก” ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต รูปแบบของผลกระทบอาจเปลี่ยนไป จากความขาดแคลนทางกายภาพ สู่การเก็งกำไรในตลาดฟิวเจอร์ส หรือแม้แต่สภาวะราคาติดลบ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ “พลังงานเป็นภาษีแฝงของโลก” เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูง อัตรากำไรของเกือบทุกบริษัทจะถูกกัดเซาะทันที
โอกาสลงทุนกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์โลก
SCBCOMP เป็นกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์โลก โดยมีกองทุนหลักคือ PIMCO Commodity Real Return Strategy Fund ซึ่งบริหารการลงทุนโดยอิง Bloomberg Commodity Index และใช้กลยุทธ์บริหารเชิงรุกผ่าน Futures และ Inflation-linked Instruments เพื่อรักษากำลังซื้อในระยะยาว




ความคิดเห็น